วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

แบบฝึกหัด





แบบฝึกหัด

อธิบายข้อมูลแบบศูนย์และแบบกระจาย

ฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์
การมีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ที่พร้อมใช้งานมีประโยชน์อย่างมากมาย ผู้ปฏิบัติงานมีหน้าที่ดูแลเพียงฐานข้อมูลเดียวเท่านั้น และแต่ละรายการสินค้าจะมีข้อมูลบันทึกหลักรายการเดียว โดยมีข้อมูลหลักเพียงหนึ่งชุด
เครื่องชั่งนับจำนวนชิ้นของ METTLER TOLEDO มีฟังก์ชันทำงานฐานข้อมูลในระดับสูง โดยนำเสนอข้อดีจาก:
ฐานข้อมูลภายในเครื่องชั่ง สำหรับข้อมูล 30000 รายการ การบริหารจัดการรายการข้อมูลมากกว่า 10,000 รายการอย่างรวดเร็วด้วยซอฟต์แวร์ การสำรองฐานข้อมูลรายการสินค้าได้อย่างเรียบง่าย ฟังก์ชันนำเข้า/ส่งออกที่ชัดเจนพร้อมด้วยโปรแกรม MS Excel สำหรับการประมวลผลภายหลังของการใช้งานร่วมกับฐานข้อมูลที่มีอยู่เดิม การป้อนข้อมูลที่ทำงานได้ง่ายด้วยโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์แบบมาตรฐาน เครื่องสแกนบาร์โค้ด หรือแป้นพิมพ์ภายนอก

ฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distributed Database)
ระบบฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ (Centralized Database System) ประกอบด้วย ฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล และหน่วยความจำ ที่ใช้ในการจัดเก็บฐานข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นจาน บันทึก (Disk) สำหรับการจัดเก็บแบบเชื่อมตรง (on-line) หรืออาจจะเป็นแถบบันทึก (Tape) สำหรับ การจัดเก็บแบบไม่เชื่อมตรง (off-line) เพื่อใช้เป็น หน่วยเก็บสำรอง ระบบฐานข้อมูลแบบนี้สามารถ ถูกเรียกใช้งานได้จากจุดอื่นๆ ที่มีเครื่องปลายทาง (Terminal) ประจำอยู่ แต่ละฐานข้อมูลและ ซอฟต์แวร์จะอยู่รวมกันที่จุดเดียวเท่านั้น ซึ่งเมื่อ ระบบคอมพิวเตอร์เจริญมากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาการ ในเรื่องเครือข่ายสำหรับการติดต่อดีมากขึ้น ทำให้ มีการศึกษาและพัฒนาระบบฐานข้อมูลแบบ กระจายขึ้น เหตุจูงใจสำหรับการพัฒนาฐานข้อมูล แบบกระจายมีอยู่ด้วยกันหลายประการ ได้แก่
๑. งานฐานข้อมูลบางอย่างมีข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ตามแหล่งต่างๆ หน่วยงานบางแห่ง อาจจะมีสาขาอยู่ตามจังหวัด ตัวอย่างเช่น ธนาคาร จะมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ ข้อมูลของแต่ละสาขา ก็จะถูกเก็บไว้ที่สาขานั้นๆ แต่ในบางครั้งผู้บริหาร หน่วยงานที่ส่วนกลางอาจต้องการข้อมูลสรุป ซึ่ง ต้องใช้ข้อมูลจากหลายๆ สาขาทั่วประเทศ ซึ่งใน กรณีนี้ ระบบจัดการฐานข้อมูลควรจะมีความ สามารถในการดึงข้อมูลจากสาขาต่างๆ ได้ด้วย
๒. เพิ่มความน่าเชื่อถือและความทันสมัย ของข้อมูล สำหรับข้อมูลที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงค่าของข้อมูล ณ จุดนั้น ข้อมูลใหม่จะถูกบันทึกแทนข้อมูลเก่าทันที และสามารถนำมาใช้งานได้ ณ เวลานั้น เนื่องจากซอฟต์แวร์สำหรับจัดการฐานข้อมูล กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ นอกจากนี้ ถ้าระบบในบางจุดย่อยเสียหาย และไม่สามารถทำงานได้ ระบบ ณ จุดอื่นๆ ก็ยังคงสามารถทำงานต่อไปได้ แต่ถ้าเป็นแบบรวมศูนย์ เมื่อระบบเสียหาย เครื่องปลายทางใดๆ ก็ไม่สามารถทำงานได้เลย
๓. เพื่อควบคุมการเข้าใช้ข้อมูล ทั้งนี้ เนื่องจากข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ทำให้ผู้ดูแลระบบ สามารถกำหนดได้ว่า ผู้ใช้จากจุดใด สามารถเข้าใช้ข้อมูลจากจุดใดได้บ้าง และได้มากระดับใดด้วย
๔. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เมื่อมีการกระจายข้อมูลตามจุดต่างๆ จะส่งผลให้ฐานข้อมูลย่อยแต่ละจุดมีขนาดเล็กลง ซึ่งทำให้เมื่อมีการสอบถามข้อมูล ในแต่ละฐานข้อมูลย่อย การค้นหาข้อมูล ย่อมทำได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ ผู้ใช้ก็กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ แต่ละจุด จึงสามารถทำงานขนานกันได้เลย ซึ่งไม่เหมือนกับระบบรวมศูนย์ ที่จะต้องส่งทุกๆ คำสั่งไปที่เดียวกันหมด และทำให้ต้องรอลำดับ ในการทำงาน เพราะไม่สามารถทำงานพร้อมๆ กันได้
ระบบฐานข้อมูลแบบกระจาย ประกอบด้วย กลุ่มของระบบฐานข้อมูลย่อย ติดต่อสื่อสารกัน โดยผ่านเครือข่ายสื่อสาร โดยที่แต่ละระบบฐานข้อมูลย่อย สามารถทำงานได้ด้วยตนเอง และยังสามารถให้ผู้ใช้จากจุดอื่นๆ เข้ามาใช้ข้อมูลใน ฐานข้อมูลได้ตามข้อตกลง โดยผู้ใช้จะไม่รู้สึกถึงการกระจายของข้อมูลเลย ทั้งนี้องค์ประกอบหลักของระบบฐานข้อมูลแบบกระจาย ประกอบด้วย ลักษณะที่สำคัญ ๑๒ ประการ ได้แก่
๑. ภาวะอิสระเฉพาะที่ (Local Autonomy) คือ สภาวะที่คำสั่งต่างๆ ในจุด ก สามารถทำงาน และควบคุมได้ โดยจุด ก ไม่ต้องขึ้นอยู่กับคำสั่ง จากจุดอื่น รวมถึงข้อมูลในจุด ก ควรถูกควบคุม จัดการ และเป็นเจ้าของด้วยจุด ก เท่านั้น
๒. ภาวะไม่ขึ้นกับหน่วยงานกลาง (No Reliance on a Central Site) ทุกจุดของระบบฐานข้อมูลย่อย มีความเสมอภาคกัน นั่นคือ ไม่มีจุดใด ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการทำงาน ในทางตรงข้าม ถ้ามีจุดศูนย์กลาง เมื่อมีการทำงานใดๆ เกิดขึ้น ก็จะต้องส่งผ่านมาที่จุดนี้ก่อน จึงส่งผลให้ จุดนี้กลายเป็นคอขวด (bottleneck) ของการทำงาน และเมื่อจุดศูนย์กลางเกิดการขัดข้อง ก็จะทำให้ทุกจุด ของระบบใช้งานไม่ได้ไปด้วย ซึ่งก่อให้เกิดผลเสีย เป็นอย่างยิ่ง
๓. เพิ่มความน่าเชื่อถือ (Reliability) และ สภาพพร้อมใช้งาน (Availability) ระบบโดยรวมยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีจุดย่อยจุดใดขัดข้องหรือไม่ โดยอาจจะทำงานได้ เฉพาะบางจุดย่อยเท่านั้น และการทำซ้ำข้อมูลในบางจุดย่อยก็ ยังช่วยเสริมสภาพพร้อมใช้งานให้ดีมากขึ้นด้วย
๔. ความไม่ขึ้นกับตำแหน่ง (Location Independence) คือ ภาวะที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า ข้อมูลใดจัดเก็บอยู่ที่จุดใด ผู้ใช้สามารถจะเรียกใช้ข้อมูลได้ เสมือนว่า ข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่จุดที่ผู้ใช้กำลังใช้งาน เพื่อให้ง่ายและสะดวกในการใช้งาน
๕. ความไม่ขึ้นกับการแตกกระจาย (Fragmentation Independence) ระบบฐานข้อมูลแบบกระจาย ควรจะมีการแตกกระจายข้อมูล (Data Fragmentation) ซึ่งก็คือ การแตกข้อมูลในตารางความสัมพันธ์ ออกเป็นตารางย่อยๆ กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ตามการใช้งาน การแตกกระจายนี้มี ๒ แบบคือ แนวนอน (horizontal) และแนวตั้ง (vertical) เป็นการแยกข้อมูลตามข้อจำกัดของ แต่ละระเบียน หรือการแยกข้อมูลตามสดมภ์ และ ตามลำดับ การไม่ขึ้นกับการแตกกระจายก็คือ การที่ผู้ใช้สามารถใช้งานได้เสมือนไม่มีการแตก กระจายข้อมูลเลย ซึ่งส่งผลให้การใช้งานง่ายขึ้น
๖. ความไม่ขึ้นกับการทำซ้ำ (Replication Independence) การทำซ้ำข้อมูล (Data Replication) คือ การทำซ้ำข้อมูลของตารางสัมพันธ์ไว้ในหลายๆ จุด ซึ่งจะมีประโยชน์คือ ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถทำงานได้ ณ จุดย่อยที่เรียกใช้ได้เลย และเป็นการประหยัดการ ติดต่อสื่อสารระหว่างจุดด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มสภาพความพร้อมในการใช้งานด้วย เมื่อจุดย่อยจุดใดขัดข้อง ข้อมูลชุดเดียวกัน ณ จุดย่อยอื่น ก็ยังสามารถนำมาใช้งานแทนกันได้ ดังนั้น ความไม่ขึ้นกับการทำซ้ำคือ การที่ผู้ใช้งานไม่รู้สึก ถึงการทำซ้ำข้อมูลในการใช้งานข้อมูล ซึ่งส่งผลให้ การใช้งานเป็นไปโดยง่ายยิ่งขึ้น
๗. การประมวลผลข้อคำถามแบบกระจาย (Distributed Query Processing) แบบจำลองข้อมูลเชิงสัมพันธ์ มีความเหมาะสม สำหรับระบบฐานข้อมูลแบบกระจายเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณา ในแง่การประมวลผลข้อคำถาม ด้วยเหตุผล ๒ ประการคือ ภาษาสอบถามของแบบจำลองนี้ เป็นภาษาขั้นสูง ซึ่งทำการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล ครั้งละกลุ่มข้อมูล แต่ถ้าเป็นภาษาสอบถามขั้นต่ำ จะทำงานครั้งละระเบียนข้อมูล เมื่อเป็นการ ทำงานแบบกระจายที่ต้องดึงข้อมูลจากจุดอื่นๆ ซึ่งดึงได้เพียงครั้งละ ๑ ระเบียน ค่าใช้จ่ายในการติดต่อ ก็จะสูงมาก เหตุผลอีกประการหนึ่งคือ แบบจำลองข้อมูลเชิงสัมพันธ์ มีการหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุด ในการประมวลผลคำถามแต่ละข้อ ซึ่งทำให้การประมวลผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สุด
๘. การจัดการรายการเปลี่ยนแปลงแบบ กระจาย (Distributed Transaction Management) เกี่ยวข้องกับ ๒ กระบวนการคือ การควบคุมการกู้ (Recovery Control) ทั้ง ๒ กระบวนการ จะต้องมีการปรับปรุงเพิ่มขึ้น เมื่อนำมาใช้กับระบบฐานข้อมูลแบบกระจาย สำหรับการควบคุมการกู้นั้น วิธีการที่นำมาใช้แก้ปัญหา คือ โพรโทคอลสำหรับการคอมมิตแบบ ๒ ระยะ (Two-phase Commit Protocol) ส่วนเทคนิคในการควบคุมภาวะพร้อมกันที่นิยมใช้กันมากคือ การใช้ตัวปิดกั้น (Locking) ทั้ง ๒ เทคนิคมี พื้นฐานในการทำงานบนระบบฐานข้อมูลแบบ รวมศูนย์ ซึ่งเมื่อนำมาใช้กับระบบฐานข้อมูลแบบ กระจาย ก็ต้องมีการปรับปรุงเทคนิคเพื่อให้สามารถ ทำงานกับระบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๙. ความไม่ขึ้นกับฮาร์ดแวร์ (Hardware Independence) ระบบฐานข้อมูลแบบกระจาย มักจะประกอบไปด้วยฮาร์ดแวร์ ที่แตกต่างกัน ในแต่ละจุดของการทำงาน ซึ่งระบบควรทำงานร่วมกันได้ นั่นคือ ระบบจัดการฐานข้อมูลเดียวกัน ควรที่จะทำงานได้บนฮาร์ดแวร์ที่ต่างกัน และฮาร์ดแวร์ในทุกๆ จุด ควรมีความเสมอภาคกัน ในการทำงาน
๑๐. ความไม่ขึ้นกับระบบปฏิบัติการ (Operating System Independence) ระบบการจัดการฐานข้อมูล ที่นำมาใช้ในฐานข้อมูลแบบกระจาย ควรจะมีความสามารถ ที่จะทำงานบนระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันได้
๑๑. ความไม่ขึ้นกับเครือข่าย (Network Independence) ระบบฐานข้อมูลแบบกระจายที่ดี ควรจะทำงานได้บนฮาร์ดแวร์หลายๆ แบบ และระบบปฏิบัติการหลายๆ แบบ นอกจากนี้ ก็ควรที่จะทำงานได้ บนเครือข่ายสื่อสารหลายๆ แบบด้วย
๑๒. ความไม่ขึ้นกับระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS Independence) ระบบฐานข้อมูลแบบกระจาย จะมีความสมบูรณ์มากขึ้น เมื่อแต่ละจุดทำงาน สามารถใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลที่แตกต่างกันได้ โดยอาจจะพัฒนาส่วนต่อประสาน (Interface) ให้สามารถเชื่อมต่อการใช้งานระหว่างระบบ จัดการฐานข้อมูลที่แตกต่างกันได้ ตัวอย่าง เช่น กรณี ระบบจัดการฐานข้อมูลโอราเคิลกับไซเบส ซึ่ง สนับสนุนมาตรฐานเอสคิวแอลเดียวกัน แต่ใช้งาน อยู่ ณ จุดทำงานต่างกัน ระบบฐานข้อมูลแบบ กระจายทั้งสองสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยผ่าน ส่วนประสานงานเอสคิวแอล เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลแบบกระจาย จะต้องมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น ซอฟต์แวร์สำหรับจัดการฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distributed Database Management Systems : DDBMS) ควรที่จะมีฟังก์ชันพิเศษเพิ่มขึ้น ดังนี้
๑. ฟังก์ชันในการเข้าถึงข้อมูลในจุดอื่น การ ส่งคำสั่งตอบคำถาม และส่งข้อมูลระหว่างจุดได้โดย ผ่านเครือข่ายสื่อสาร (Communication Network)
๒. ฟังก์ชันในการเก็บรายละเอียดของข้อมูลว่า ข้อมูลใด กระจายอยู่ที่จุดใดบ้าง ทั้งนี้ เพื่อใช้ในการปรับปรุงแก้ไขข้อมูล ให้ถูกต้อง และสอดคล้องกัน
๓. ฟังก์ชันในการทำให้ข้อมูลที่ถูกทำซ้ำ ในจุดต่างๆ มีความถูกต้อง และสอดคล้องกันเสมอ
๔. ฟังก์ชันในการเลือกชุดข้อมูลที่ควรจะใช้ เมื่อข้อมูลชุดนั้น มีการทำซ้ำไว้หลายตำแหน่ง
๕. ฟังก์ชันในการปรับคำสั่งสอบถามที่ ต้องการใช้ข้อมูลจากหลายๆ จุด
๖. ฟังก์ชันในการกู้ (Recovery) ข้อมูลคืน เมื่อจุดใดจุดหนึ่งในระบบขัดข้อง (crash)
สถาปัตยกรรมแบบรับ-ให้บริการ (Client-Server Architecture) พัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้กับระบบที่มีคอมพิวเตอร์จำนวนมาก และติดต่อกัน โดยผ่านเครือข่ายสื่อสาร ระบบนี้ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ในการนำมาพัฒนาใช้กับระบบจัดการฐานข้อมูลแบบกระจาย เนื่องจากมีความสามารถ ในการสนับสนุนในการทำงานแบบกระจาย แนวคิด คือ การแบ่งซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลออกเป็น ๒ ระดับ คือ ระดับบริการ และระดับให้บริการ เพื่อลดความซับซ้อนของระบบลง บางจุดอาจจะ ทำหน้าที่เป็นผู้รับบริการเพียงอย่างเดียว ในขณะ ที่จุดอื่นอาจทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ ซึ่งจะมี เฉพาะซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการเท่านั้น หรือในบางจุดอาจมีทั้งส่วนให้บริการและรับ บริการอยู่ร่วมกันก็ได้
ระบบฐานข้อมูลแบบกระจาย แบ่งได้เป็นหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัย ที่เรานำมาพิจารณาเป็นเกณฑ์ในการจัดแบ่ง ตัวอย่างหลักเกณฑ์ ในการแบ่งระบบฐานข้อมูลแบบกระจาย ได้แก่
๑. ระดับความเหมือน (Degree of Homogeneity) ของซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลแบบกระจาย กล่าวคือ ซอฟต์แวร์นี้ ในทุกๆ ระดับ ผู้ให้บริการเหมือนกันทั้งหมดหรือไม่ และในระดับผู้รับบริการ เหมือนกันทั้งหมดหรือไม่
๒. ระดับภาวะอิสระเฉพาะที่ (Degree of Local Autonomy) ซึ่งพิจารณาว่า ระบบฐานข้อมูลแบบกระจายนั้น สามารถทำงานบางอย่าง ณ จุดทำงานนั้นๆ ได้บ้าง หรือไม่
๓. ระดับความโปร่งใสของการกระจาย (Degree of Distribution Transparency) คือ การที่ผู้ใช้ระบบฐานข้อมูลแบบกระจายได้สัมผัส หรือรับรู้ถึงการแตกกระจาย หรือการทำซ้ำของข้อมูลบ้างหรือไม่



นางสาวอภิญญา   นามวิเศษ 
5711165128 สาธารณสุขชุมชน

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

แบบฝึกหัดซอฟต์แวร์


                                                                            นางสาวอภิญญา  นามวิเศษ
                                                                             รหัสนักศึกษา 5711165128
                                                                             สาขาสาธารณสุขชุมชน
แบบฝึกหัด
เรื่อง ซอฟต์แวร์
           1.ซอฟต์แวร์ คืออะไร
ซอฟต์แวร์ (software) คือชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วยคำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่านี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง การทำงานพื้นฐานเป็นเพียงการกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแม้แต่เป็นเสียงพูดก็ได้
2.ซอฟต์แวร์ระบบ คืออะไร
ซอฟต์แวร์ที่บริษัทผู้ผลิตสร้างขึ้นมาเพื่อใช้จัดการกับระบบ หน้าที่การทำงานของซอฟต์แวร์ระบบคือดำเนินงานพื้นฐานต่าง ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น รับข้อมูลจากแผงแป้นอักขระแล้วแปลความหมายให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ นำข้อมูลไปแสดงผลบนจอภาพหรือนำออกไปยังเครื่องพิมพ์ จัดการข้อมูลในระบบแฟ้มข้อมูลบนหน่วยความจำรอง เมื่อเราเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ทันทีที่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์จะทำงานตามโปรแกรมทันที โปรแกรมแรกที่สั่งคอมพิวเตอร์ทำงานนี้เป็นซอฟต์แวร์ระบบ ซอฟต์แวร์ระบบอาจเก็บไว้ในรอม หรือในแผ่นจานแม่เหล็ก หากไม่มีซอฟต์แวร์ระบบ คอมพิวเตอร์จะทำงานไม่ได้ ซอฟต์แวร์ระบบยังใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์อื่น ๆ และยังรวมไปถึงซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาต่าง ๆ
3.ซอฟต์แวร์ระบบแบ่งออกเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง
3 ชนิด ดังนี้
 1.ใช้ในการจัดการหน่วยรับเข้าและหน่วยส่งออก เช่น รับการกดแป้นต่าง ๆ บนแผงแป้นอักขระ ส่ง                  รหัสตัวอักษรออกทางจอภาพหรือเครื่องพิมพ์ ติดต่อกับอุปกรณ์รับเข้า และส่งออกอื่น ๆ เช่น เมาส์ อุปกรณ์สังเคราะห์เสียง
   2. ใช้ในการจัดการหน่วยความจำ เพื่อนำข้อมูลจากแผ่นบันทึกมาบรรจุยังหน่วยความจำหลัก หรือในทำนองกลับกัน คือนำข้อมูลจากหน่วยความจำหลักมาเก็บไว้ในแผ่นบันทึก
  3. ใช้เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น
4.จงบอกหน้าที่ของระบบปฏิบัติการมา  3 อย่าง พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
      1. ระบบปฏิบัติการดอส (Disk Operating System : DOS) บริษัทไอบีเอ็มผลิตเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ขึ้นมาและให้ชื่อว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ได้มอบหมายให้บริษัทไมโครซอฟต์เป็นผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการโดยให้ชื่อว่า พีซีดอส ต่อมาเมื่อไมโครคอมพิวเตอร์แบบนี้เป็นที่แพร่หลาย จึงมีผู้ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ซึ่งมีการทำงานแบบเดียวกับไมโครคอมพิวเตอร์ของบริษัทไอบีเอ็ม ไมโครคอมพิวเตอร์เหล่านี้จะใช้ระบบปฏิบัติการของบริษัทไมโครซอฟท์เช่นกันแต่ใช้ชื่อว่าเอ็มเอสดอส (Microsoft Disk Operating System : MS-DOS) ซึ่งมีการทำงานคล้ายพีซีดอส แต่ปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมแล้ว
     2.ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์  (UNIX) เป็นระบบปฏิบัติการประเภทใช้หลายคน และหลายงาน ได้มีผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ให้สามารถใช้กับเครื่องชนิดต่างๆ หลายระบบโดยตั้งชื่อใหม่ เช่น ซีนิกซ์ (Xenix) วีนิกซ์ (Venix) ไมโครนิกซ์ (Micronix) เอไอเอ็กซ์ (AIX) อัลทริกซ์ (Altrix) เป็นต้น ปัจจุบันมีความพยายามจะกำหนดให้ระบบปฏิบัติการที่มีชื่อต่าง ๆ เหล่านี้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โปรแกรมที่พัฒนาภายใต้ระบบยูนิกซ์นี้ มีข้อดีตรงที่ไม่ต้องขึ้นกับเครื่องแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ
     3.ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์โดวส์ (Microsoft Windows) ระบบปฏิบัติการที่พัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟต์ เป็นระบบปฏิบัติการที่มีลักษณะการใช้งานแตกต่างจาก 2 ระบบแรกที่กล่าวมา เนื่องจากมีส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (user interface) เป็นแบบที่เรียกว่าระบบติดต่อผู้ใช้แบบกราฟิก (Graphic User Interface : GUI) หรือที่เรียกว่าจียูไอ คือมีการแสดงผลเป็นรูปภาพ และใช้สัญลักษณ์ในรูปรายการเลือก (menu) หรือสัญรูป (icon) ในการสั่งงานคอมพิวเตอร์แทนการพิมพ์คำสั่งทีละบรรทัด ทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ง่ายขึ้น ทั้งยังมีสีสันทำให้ซอฟต์แวร์น่าใช้งานมากขึ้น






5.ระบบปฏิบัติการเครือข่าย คืออะไร
   ระบบปฏิบัติการเครือข่าย (Network operating System หรือ NOS) จะเป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกออกแบบมาสำหรับจัดการงานด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ และช่วยให้คอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่กับเครือข่ายสามารถใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือเครื่องพิมพ์ร่วมกันได้ ระบบปฏิบัติการเครือข่ายมีคุณสมบัติต่างๆ คล้ายระบบปฏิบัติการเอ็มเอสดอส แต่เพิ่มการจัดการเกี่ยวกับเครือข่ายและการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน รวมทั้งมีระบบการป้องกันการสูญหายของข้อมูลด้วย
     ระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่นิยมใช้ปัจจุบัน จะใช้หลักการประมวลผลแบบไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ (Client / Server) โดยส่วนประกอบสำหรับการเรียกใช้แฟ้มข้อมูลและการจัดการโปรแกรมจะทำงานอยู่บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ในขณะที่ส่วนประกอบอื่น ๆ ของระบบปฏิบัติการเครือข่ายจะอยู่บนเครื่องไคลเอนต์ เช่น การติดต่อกับผู้ใช้ การประมวลผล เป็นต้น การจัดการให้ผู้ใช้เห็นว่างานและอุปกรณ์ทั้งหลายที่ใช้นั้นเสมือนอยู่บนเครื่องไคลเอนต์เอง ถือว่าเป็นหน้าที่หลักอันหนึ่งของระบบปฏิบัติการเครือข่าย

6.ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คืออะไร
เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้กับงานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ปัจจุบันมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานทางด้านต่าง ๆ ออกจำหน่ายมาก การประยุกต์งานคอมพิวเตอร์จึงกว้างขวางและแพร่หลาย เราอาจแบ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์ออกเป็นสองกลุ่มคือ ซอฟต์แวร์สำเร็จ และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้งานเฉพาะ ซอฟต์แวร์สำเร็จในปัจจุบันมีมากมาย เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลคำ ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ฯลฯ
7.ซอฟต์แวร์ประยุกต์จำแนกออกเป็นกี่ชนิด
2 ชนิด คือ
1.ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน เป็น Software ที่ใช้สำหรับงานเฉพาะด้าน เช่น Software สำหรับงานธนาคารการฝากถอนเงิน Software สำหรับงานทะเบียนนักเรียน ซอฟต์แวร์คิดภาษี ซอฟต์แวร์การให้บริการร้าน Seven ฯลฯ
          2. ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับงานทั่วไป โดยในซอฟต์แวร์ 1 ตัวมีความสามารถในการทำงานได้หลายอย่าง เช่น ซอฟต์แวร์งานด้านเอกสาร (Microsoft Word ) มีความสามารถในการสร้างงานเอกสารต่าง ๆ จัดทำเอกสารรายงาน จัดทำแผ่นพับ จัดทำหนังสือเวียน จัดทำสื่อสิ่งพิมพ์
8.ภาษาที่ใช้ในคอมพิวเตอร์มีภาษา อะไรบ้าง
5 ภาษา คือ
1.       ภาษาเครื่อง(Machine Languages)
2.       ภาษาแอสแซมบลี(Assembly Languages)
3.       ภาษาระดับสูง(High-level Languages)
4.       ภาษาระดับสูงมาก(Very High-level Languages)
5.       ภาษาธรรมชาติ(Natural Languages)

9.ภาษาขั้นสูง คืออะไร ยกตัวอย่างประกอบ
 เป็นภาษาโปรแกรมยุคที่ 3 ที่เป็นภาษาระดับสูงโปรแกรมจะเขียนในลักษณะคล้ายภาษาอังกฤษ ทำให้เขียนได้ง่ายขึ้น และสำหรับตัวแปลภาษาโปรแกรมเหล่านี้คือ คอมไพเลอร์ (Compiler) โดยคอมไพเลอร์จะทำหน้าที่แปล Souce Program ให้เป็น Oject Program โดยแปลครั้งเดียว
ตัวอย่าง ภาษาโปรแกรมระดับสูงเช่น Fortran , Basic, pascal, C, Cobol
10.จงบอกวิธีการเลือกซื้อซอฟต์แวร์
 บางทีในช่วงเวลาที่ business ของเราเติบโตขึ้น และ เราไม่สามารถที่จะใช้ computer เพียงแค่ PC 2-3 ตัวในธุรกิจของเรา ซึ่งการเพิ่ม serverเข้าไปใน network มันอาจจะเป็นการเพิ่มผลประกอบการและช่วยในการทำให้ business ของเราเติบโตและพัฒนาขึ้น การเลือก server ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งนั้น มันอาจจะเป็นเรื่องที่ยาก เพราะ server นั้นมีหลายบทบาทในตัวของมัน อย่างไรก็ตามเราจะมาพูดคุยกันถึงพื้นฐานในการเลือกซื้อ server สำหรับธุรกิจของคุณ

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แบบฝึกหัดที่ 4




แบบฝึกหัดที่ 4


    หากนักศึกษาต้องการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ จะเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ที่มีคุณสมบัติอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับงานที่ตัวเองใช้  ให้นักศึกษาแต่ละคนไปหา spec ของเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) หรือ Notebook  1 เครื่อง บอกคุณสมบัติของ spec เหล่านั้น

ตอบ การเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมกับงาน

งานเอกสาร หรืองานในสำนักงาน เป็นการใช้คอมพิวเตอร์สำหรับการจัดการด้านเอกสาร รายงาน ตกแต่งภาพ ทำการ์ดอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในงานประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ซีพียูที่มีความเร็วสูง คือประมาณ 1 GHz ขึ้นไปแต่ควรมีแรมอย่างน้อย 1 GB และอาจเลือกจอภาพแบบแอลซีดีขนาด 17-19 นิ้ว


Asus G751JM-T7072H (เอซุส G751JM-T7072H)

คุณสมบัติเด่นของเครื่อง


CPU - หน่วยประมวลผล   Intel Core i7-4710HQ (2.50GHz Turbo Boost up to 3.50GHz) 6MB L3 Cache
GPU - การ์ดจอ แสดงผล nVidia GeForce GTX 860M หน่วยความจำ 2GB
Chipset          Mobile     Intel Express Chipset
หน่วยความจำ    8 GB DDR3
ฮาร์ดดิส    1 TB 7200 รอบต่อนาที
ออปติคอลไดรฟ์  DVD Super Multi Dual-Layer
ระบบปฏิบัติการ Windows 8.1 64bit
หน้าจอแสดงผล  17.3 นิ้ว แบบ Full HD IPS Anti-Glare ความละเอียดระดับ (1920x1080 Pixel) อัตราส่วน 16:9
GPU - การ์ดจอ แสดงผล nVidia GeForce GTX 860M หน่วยความจำ 2GB
         
ลำโพง   Built-In Stereo Speakers
Card Reader    2 In 1
ยูเอสบี  4 Port : เวอร์ชัน 3.0
ไวร์เลสแลน      WiFi 802.11 b/g/n



นางสาวอภิญญา   นามวิเศษ
5711165128  สาธารณสุขชุมชน

แบบฝึกหัดที่ 3



แบบฝึกหัดที่ 3

ให้นักศึกษาทำรายงานในหัวข้อ ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการประยุกต์ในด้านต่างๆ


    ด้านการพัฒนาการเมืองการปกครอง
สารสนเทศช่วยพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพส่วนบุคคลให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข อีกทั้งช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำมาซึ่งความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต เราใช้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ทั้งการประกอบอาชีพ การป้องกัน และแก้ไขปัญหาชีวิต สารสนเทศช่วยขยายโลกทัศน์ของผู้ได้รับให้กว้างขวาง สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างมนุษยชาติ ช่วยลดความขัดแย้ง ทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
ตัวอย่างเว็บ http://local.chiangmai.go.th/
                 http://www.ayutthayalocal.go.th/  

    ด้านธุรกิจ
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานธุรกิจการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับระบบงานในองค์กรและงานด้านบริหารในโลกยุคใหม่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ทำให้การค้าและการดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงองค์การต่าง ๆ เริ่มพยายามเปลี่ยนแปลงให้ก้าวทันสู่ยุของการค้ารูปแบบใหม่ โดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อเพิ่มช่องทางการค้าขายการตลาดและการบริการไปสู่กลุ่มลูกค้าทั้งเก่าและใหม่เป็นการสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า คำว่า อีคอมเมิร์ซ”(E-commerce/Electronics Commerce ) จัดเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้องค์กร ได้เปรียบคู่แข่งขัน
ตัวอย่างเว็บ http://www.techraiser.com
                    http://www.ready.in.th

    ด้านการคมนาคม
เทคโนโลยีของการสื่อสารและโทรคมนาคมในปัจจุบันก้าวไกลไปมาก มีบริการมากมายที่ทันสมัยและตอบรับกับการนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ตัวอย่างการใช้โทรศัพท์ในปัจจุบันนี้ก็มิไดมีไว้เพียงสำหรับคุยสนทนาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันสามารถช่วยงานได้มากขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูลและการเปิดให้บริการของบริษัท มีติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้งภาพและเสียง มีโทรศัพท์มือถือรุ่นต่าง ๆ ออกมามากมาย พัฒนาทั้งหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน เช่นเทเลคอม เอเชีย คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้วางแผนการก่อสร้าง และติดตั้งขยายบริการโทรศัพท์พื้นฐาน 2.6 ล้านเลขหมาย ครอบคลุมพื้นที่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงการซ่อมบำรุงรักษาเป็นระยะเวลา 25 ปี และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการในปัจจุบัน
ตัวอย่างเว็บ  http://www.bts.co.th/
                     http://www.kerrylogistics.com



    ด้านการพัฒนาการสาธารณสุข
คอมพิวเตอร์มีบทบาทอย่างสูงทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข   คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวย ความสะดวก อย่างยิ่งในด้านการแพทย์ เริ่มตั้งแต่การรักษาพยาบาล ทั่ว ๆไป โรงพยาบาลบางแห่งใช้คอมพิวเตอร์ ในการทำทะเบียนคนไข้ ตลอดจนการวินิจฉัย และรักษาโรคต่าง ๆ   จากการใช้ประโยชน์ของสารนิเทศที่ได้ จากเครื่องคอมพิวเตอร์ การใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขอาจเกี่ยวข้องในด้านต่อไปนี้ คือ  ด้านการ รักษาพยาบาลทั่วไป  ด้านการบริหารการแพทย์ ด้านห้องทดลอง ด้านตรวจวินิจฉัยโรค  และด้านการศึกษา และวิจัยทางการแพทย์ การใช้ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ด้านการแพทย์และ สาธารณสุขที่สำคัญในปัจจุบันคือ ด้านวินิจฉัยโรคและด้านการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์    นักวิทยาศาสตร์การแพทย์สามารถค้นคว้าข้อมูลทาง การแพทย์เพิ่มเติมได้ตลอดเวลา เป็นการพัฒนาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุข อย่างไม่หยุดยั้ง  คอมพิวเตอร์มีบทบาทต่อการให้ข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรค  สำหรับทำการรักษา ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำขึ้น   ในวงการแพทย์เริ่มรู้จักใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ เรียกว่า  อีเอ็มไอสแกนเนอร์  (EMI Scanner) เมื่อปี พ.ศ. 2515 เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ใช้ถ่ายภาพสมองมนุษย์เพื่อตรวจดูเนื้อ งอก  พยาธิ เลือดออกในสมองและความผิดปกติอื่น ๆ ในสมอง ต่อมาได้พัฒนาให้ถ่ายภาพหน้าตัดได้ทั่วร่างกาย เรียกชื่อว่าซีเอที (CAT-Computerized Axial Tomographic Scanner) มีวิธีการฉายแสงเป็นจังหวะไปรอบ  ๆ ร่างกายของมนุษย์ที่ต้องการ ถ่ายเอกซเรย์และเครื่องรับแสงเอ็กซเรย์ที่อยู่ตรงข้ามจะเปลี่ยนแสงเอกซเรย์ ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าไปเก็บไว้ในจาน หรือแถบแม่เหล็ก แล้ว นำสัญญาณไฟฟ้าเหล่านี้เข้าไปวิเคราะห์ในเครื่องคอมพิวเ ตอร์ ซึ่งเมื่อได้ผลลัพธ์ออกมาก็นำไป เก็บในส่วนความจำ และพิมพ์ภาพออกมาหรือแสดงเป็นภาพทางจอโทรทัศน์ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จึงเป็นตัวอย่าง ของการใช้คอมพิวเตอร์ในการวินิจฉัยและรักษาโรค
ตัวอย่างเว็บ www.netterimages.com
                    catalog.nucleusinc.com

    ด้านการศึกษา
เทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้สำหรับการเรียนการสอน เป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หลายอย่าง สอนด้วยสื่ออุปกรณ์ที่ทันสมัย ห้องเรียนสมัยใหม่ มีอุปกรณ์วิดีโอโปรเจคเตอร์ (Video Projector)มีเครื่องคอมพิวเตอร์ มีระบบการอ่านข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แบบต่าง ๆ รูปแบบของสื่อที่นำมาใช้ในด้านการเรียนการสอน ก็มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนำมาใช้ เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน อิเล็กทรอนิกส์บุค วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ ระบบวิดีโอออนดีมานด์ การสืบค้นข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และระบบอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นการนำเอาเทคโนโลยี รวมกับการออกแบบโปรแกรมการสอน มาใช้ช่วยสอน ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่าบทเรียน CAI ( Computer - Assisted Instruction ) การจัดโปรแกรมการสอน โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในปัจจุบันมักอยู่ในรูปของสื่อประสม (Multimedia) ซึ่งหมายถึงนำเสนอได้ทั้งภาพ ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวฯลฯ โปรแกรมช่วยสอนนี้เหมาะกับการศึกษาด้วยตนเอง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบ กับบทเรียนได้ตลอด จนมีผลป้อนกลับเพื่อให้ผู้เรียนรู้ บทเรียนได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจในเนื้อหาวิชาของบทเรียนนั้นๆ
 การเรียนการสอนโดยใช้เว็บเป็นหลัก เป็นการจัดการเรียน ที่มีสภาพการเรียนต่างไปจากรูปแบบเดิม การเรียนการสอนแบบนี้ อาศัยศักยภาพและความสามารถของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการนำเอาสื่อการเรียนการสอน ที่เป็นเทคโนโลยี มาช่วยสนับสนุนการเรียนการสอน ให้เกิดการเรียนรู้ การสืบค้นข้อมูล และเชื่อมโยงเครือข่าย ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกสถานที่และทุกเวลา การจัดการเรียนการสอนลักษณะนี้ มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction) การฝึกอบรมผ่านเว็บ (Web-based Trainning) การเรียนการสอนผ่านเวิล์ดไวด์เว็บ (www-based Instruction) การสอนผ่านสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) เป็นต้น
 อิเล็กทรอนิกส์บุค คือการเก็บข้อมูลจำนวนมากด้วยซีดีรอม หนึ่งแผ่นสามารถเก็บข้อมูลตัวอักษรได้มากถึง 600 ล้านตัวอักษร ดังนั้นซีดีรอมหนึ่งแผ่นสามารถเก็บข้อมูลหนังสือ หรือเอกสารได้มากกว่าหนังสือหนึ่งเล่ม และที่สำคัญคือการใช้กับคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถเรียกค้นหาข้อมูลภายในซีดีรอม ได้อย่างรวดเร็วโดยใช้ดัชนี สืบค้นหรือสารบัญเรื่อง ซีดีรอมจึงเป็นสื่อที่มีบทบาทต่อการศึกษาอย่างยิ่ง เพราะในอนาคตหนังสือต่าง ๆ จะจัดเก็บอยู่ในรูปซีดีรอม และเรียกอ่านด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่าอิเล็กทรอนิกส์บุค ซีดีรอมมีข้อดีคือสามารถจัดเก็บ ข้อมูลในรูปของมัลติมีเดีย และเมื่อนำซีดีรอมหลายแผ่นใส่ไว้ในเครื่องอ่านชุดเดียวกัน ทำให้ซีดีรอมสามารถขยายการเก็บข้อมูลจำนวนมากยิ่งขึ้นได้
 ตัวอย่างเว็บ www-based Instruction


นางสาวอภิญญา   นามวิเศษ
5711165128  สาธารณสุขชุมชน